Back Home Next

คุณประโยชน์ของวิชาอู่ซู่

1. เป็นวิชาที่เสริมสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกาย

การออกกำลังกายโดยอาศัยเถ้าลู่ของวิชาอู่ซู่นั้น จะประกอบด้วยหลักการงอเหยียด การหมุนรอบเป็นวงจร มีหลักฝึกการทรงตัวมีท่ากระโดดโจนทะยาน รวมทั้งท่าหกคะเมนตีลังกา และการใช้ท่าทิ้งตัวลงม้วนกลิ้ง เป็นต้น ในขณะที่ประเภทสานโส่ว (ต่อสู้) นั้น จะมีรูปแบบชั้นเชิงการตอบโต้ ด้วยกลเม็ดเด็ดพลายต่างๆ เสริมสร้างความกล้าหาญ ลักษณะการต่อสู้ค่อนข้างรุนแรง ทุกส่วนของร่างกายมนุษย์ต้องการการออกกำลังกายทั้งสิ้น ในทุกส่วนของกล้ามเนื้อต่างอยู่ภายใต้การควบคุมโดยประสาทส่วนกลางซึ่งทำหน้าที่สั่งงานต่อระบบต่างๆของร่างกาย ในขณะเดียวกันยังมีความสัมพันธ์กันระหว่างเส้นประสาทที่จะช่วยกระตุ้นต่อระบบอวัยวะภายในร่าง กายอย่างมากอีกด้วย ดังนั้นระบบการฝึกฝนหรือการออกกำลังกายของวิชาอู่ซู่นั้น จะช่วยในการเสริมสร้างและปรับปรุงระบบประสาทที่มีส่วนสัมพันธ์นั้น ให้เกิดการพัฒนาตัวมันเองในทางบวก

จากผลพิสูจน์ยืนยันได้ว่า ผู้ฝึกฝนอู่ซู่นั้น สามารถช่วยให้ระบบการไหลเวียนเลือดของหัวใจดีขึ้น มีผลต่อการเสริมสร้างสมรรถภาพทางกาย และระบบสรีระ ทั้งยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถของกระบวนการแอร์โรบิค และแอนแอร์โรบิค การสันดาบ และการกระตุ้นระบบเส้นประสาทตามที่ต่างๆ และระบบการหายใจ ให้มีผลต่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางกายให้มีความกระฉับกระเฉงความว่องไว สร้างความเร็ว ความแรง และความอ่อนตัวความยืดหยุ่น ( Flexible) ทางกายภาพของมนุษย์ได้ในที่สุด

2. ได้ประโยชน์จากวิชาอู่ซู่เพื่อใช้ในการต่อสู้ป้องกันตัว

การออกกำลังกายด้วยวิชาอู่ซู่ ไม่ว่าจะเป็นแบบเถ้าลู่ ชนิดต่างๆ หรือรูปแบบสานโส่ว (ต่อสู้) ล้วนมีแบบอย่างของท่าทางการต่อสู้เป็นเนื้อหาสาระสำคัญทั้งสิ้น ดังนั้น ผู้ที่ได้รับการฝึกหัดวิชาอู่ซู่นั้น ไม่เพียงจะมีร่างกายและสุขภาพสมบูรณ์และแข็งแรงแต่ยังได้เรียนรู้วิธีการต่อสู้ไปในตัวอีกด้วย โดยเฉพาะ เมื่อรับการฝึกฝนอย่างหนักและจริงจังต่อการฝึกด้วยแล้ว ผลที่ได้รับก็คือ ผู้นั้นจะมีขีดความสามารถในการใช้วิชาอู่ซู่เพื่อการต่อสู้ป้องกันตัวกับเหตุการณ์ที่เป็นจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. ให้หลักปรัชญาธรรม หลักจริยธรรม และปลูกจิตสำนึกที่ดีงาม

วิชาอู่ซู่มีผลต่อการขัดเกลากิเลสของมนุษย์ ตามประวัติศาสตร์ของจีนที่มีมานับพันปีนั้น ล้วนเน้นเรื่องมารยาท และให้ความสำคัญในเรื่องคุณธรรมทั้งสิ้น ดังคำกล่าวที่ว่า "ก่อนการฝึกศิลป์ ต้องฝึกมารยาท ก่อนการฝึกยุทธ ต้องฝึกคุณธรรม" "ผู้ไร้ซึ่งคุณธรรมไม่ควรเรียน ผู้ไร้ซึ่งเหตุผลไม่ควรสอน" คำกล่าวเหล่านี้ ล้วนเป็นปรัชญาอันทรงคุณค่ายิ่ง การนำพาคุณธรรมเป็นเงื่อนไขในการฝึกยุทธนั้น เป็นหลักการของชาวจีนที่สืบทอดกันมานมนานแล้ว และด้วยเหตุนี้ ผู้ฝึกยุทธต้องเข้าถึงหลักการในการผนวกเอากฎเกณฑ์ของวิชาการต่อสู้และหลักการแห่งคุณธรรมเข้าไว้ด้วยกัน เช่น นี้ก็จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่มวลมนุษย์และสังคมนั้น ผลจากความพากเพียรในการฝึกเถ้าลู่ และสานโส่ว จะช่วยหล่อหลอมให้มีความกล้าหาญ ทำให้มีความมานะอดทน และอดกลั้น และรู้หลักการในการฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ด้วยอุดมการณ์ที่แน่วแน่ ฉะนั้นผู้ที่ได้รับการฝึกยุทธย่อมได้รับการขัดเกลาจิตใจ นิสัยเปิดเผยหมดจด มีความสันโดษและเรียบง่ายในที่สุด

4. มีความเป็นศาสตร์และศิลป์ และให้ความบันเทิงเริงรมย์

อู่ซู่มีคุณค่าสูงในการทัศนา ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกในเชิงศิลป์ พลังความสามารถ หรือแม้แต่ลักษณะพิเศษซึ่งแสดงให้เห็นถึงคุณสมบัติเฉพาะตัวในกรบวนวิชายุทธแบบหลากหลาย นอกจากนั้น ยังให้ความรื่นรมย์ในการชมบทต่อสู้กันด้วยชั้นเชิงและความกล้า รวมทั้งความดุดันในการต่อสู้ประดุจสมจริงสมจังและให้ความเพลิดเพลิน เป็นการแสดงออกซึ่งศิลปวัฒนธรรมและความเป็นอยู่ของท้องถิ่น นอกจากนั้น ยังให้ข้อคิดและทัศนคติในเชิงศิลป์ เป็นการแลกเปลี่ยนในเชิงความรู้ ทั้งยังสร้างมิตรภาพ และเป็นการกระชับสัมพันธ์ไมตรีต่อกันได้ดีอีกด้วย

Shaolin Wushu International Academy (SWIA)

ปัจจุบันนี้ผู้คนให้ความสนใจกับศิลปะการต่อสู้ต่างๆ และมีความต้องการศึกษาศิลปะการต่อสู้เป็นอย่างมากในประเทศไทย และสถาบันที่สอน"วูซู"ยังมีน้อยมากในเมืองไทย วิชาศิลปะการต่อสู้ของจีนนั้นมีอยู่หลายสาขาและหลายสำนัก ซึ่งบางสำนักอาจจะไม่มีแล้ว หรือยังคงอยู่ในปัจจุบัน หนึ่งในสำนักที่ยังคงอยู่คือ วัดเส้าหลิน ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าวัดเส้าหลินเป็นสถานที่ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นเลิศ   ในศิลปะการต่อสู้ของจีนมาช้านาน 

เส่าหลินเฉวี๋ยน (หมัดเส้าหลิน)

ศิลปะการต่อสู้ของเส้าหลินหรือ มวยเส้าหลินนั้นเชื่อว่า ถูกคิดค้นโดยพระอินเดียที่ธุดงค์มาจำวัดที่วัดเส้าหลินนามว่า “ ตั๊กม้อ” วิชาหมัดเส้าหลินที่มีชื่อเสียงได้แก่ ต้าหงเฉวี๋ยน, เสี่ยวหงเฉวี๋ยน, เผ้าเฉวี๋ยน, เหมยฮวาเฉวี๋ยน (หมัดดอกเหมย), ชีซิงเฉวี๋ยน (หมัดเจ็ดดาว), หลอฮั่นเฉวี๋ยน (หมัดอรหันต์) เป็นต้น ซึ่งได้พบหลักฐานการสืบทอดวิชายุทธดังกล่าว ณ วัดเส้าหลินแห่งซ่งซาน จุดเด่นของวิชายุทธเส้าหลินนั้นคือ มีทิศทางการฝึกกระบวนยุทธในลักษณะเป็นแนวตรงทั้งไปและกลับ ท่ายุทธมีลักษณะมุมแคบอีกทั้งรัดกุม การชกปล่อยหมัดลดศอกงอแขนเล็กน้อย แม้เป็นหมัดตรงแต่แขนก็ไม่ตึงเสียทีเดียว คุณสมบัติของวิชายุทธแข็งแกร่งทรงพลังยิ่งและมักเปล่งเสียงเมื่อจบกระบวนยุทธ

สถาบันศิลปะการต่อสู้แบบเส้าหลิน" Shaolin Wushu International Academy (SWIA) ก่อตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเผยแพร่ศิลปะการต่อสู้แบบเส้าหลิน (Shaolin Wushu) ให้เป็นที่รู้จักในประเทศไทย โดย SWIA มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับ สถาบันศิลปะการต่อสู้วัดเส้าหลิน ( 少林寺武僧文武学校 S haolin Si Wu Seng Wen Wu Xuexiao) ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองเติงเฟิง ( 登封 ) , เหอหนาน ( 河南 ) , ประเทศจีน ซึ่งก่อตั้งในปี ค.ศ.1993  โดยมีอาจารย์ ชิยงตี ( สานุศิษย์ของพระสายการต่อสู้รุ่นที่ 33 ของวัดเส้าหลิน) เป็นอาจารย์ใหญ่

ครูฝึกของ SWIA จบวิชาศิลปะการต่อสู้จากโรงเรียนนี้ ซึ่งได้รับการฝึกฝนศิลปะการต่อสู้แบบเส้าหลินมานานกว่า 5 ปี รวมทั้งได้รับการอบรมเพื่อการฝึกสอนและถ่ายทอดวิชาศิลปะการต่อสู้โดยเฉพาะ ดังนั้นครูฝึกของSWIA จึงมีประสบ การณ์และความเชี่ยวชาญในศิลปะการต่อสู้แบบเส้าหลินเป็นอย่างดี

โปรแกรมการสอนของ SWIA ได้มีการออกแบบให้นักเรียนได้พัฒนารากฐานความแข็งแรงของร่างกาย โดยใช้จังหวะแข็ง, อ่อนของร่างกายและเน้นความหนักหน่วงของท่วงท่า ซึ่งจะช่วยเสริมให้มีการผสมผสานระหว่างแรงภายในและแรงภายนอก เนื้อหาหลักสูตรประกอบด้วย ท่าพื้นฐานเส้าหลิน (Tao Lu), อาวุธ (Bing Qi) , และมวยวูซู (Sanda)

 

Back Home Next